You are here: Khonphutorn.com - แหล่งข้อมูลของคนไทยหมวดอาชีพบทความ นานาสาระ (ผู้ดูแล: เริงอักษร)น้ำผึ้ง สรรพคุณและประโยชน์ของน้ำผึ้ง
หน้า: [1]   ลงล่าง
 
ผู้เขียน หัวข้อ: น้ำผึ้ง สรรพคุณและประโยชน์ของน้ำผึ้ง  (อ่าน 743 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ผู้บริหารเว็บ
คะแนนน้ำใจ 65535
เหรียญรางวัล:
PJ ดีเด่นนักอ่านยอดเยี่ยมผู้ดูแลเว็บ
กระทู้: 18,579
ออฟไลน์ ออฟไลน์
"สาวหวาน กับ ความฝันไม่รู้จบ "
   
« เมื่อ: 14 กันยายน 2564, 07:07:59 PM »

Permalink: น้ำผึ้ง สรรพคุณและประโยชน์ของน้ำผึ้ง





น้ำผึ้ง สรรพคุณและประโยชน์ของน้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง
น้ำผึ้ง (Honey) คือผลผลิตของน้ำหวานจากดอกไม้และจากแหล่งอื่น ๆ ที่ผึ้งงานนำมาเก็บสะสมไว้
โดยผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมีแล้วสะสมไว้ในรังผึ้ง ซึ่งปกติแล้วน้ำผึ้งจะมีกลิ่น รส สี
 ที่ต่างกันออกไปตามชนิดของพืชนั้น ๆ จึงทำให้สามารถระบุชนิดของน้ำผึ้งตามชนิดของพืชนั้นได้ ๆ
เช่น น้ำผึ้งจากดอกส้ม ดอกลำไย ดอกลิ้นจี่ ก็จะแตกต่างกันออกไป
 ซึ่งนิยมนำมาใช้เป็นสารให้ความหวานในอาหารหรือเครื่องดื่มนานาชนิด

น้ำผึ้งมีส่วนผสมของน้ำตาลและสารประกอบอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฟรักโทสกับกลูโคส และมีวิตามินและแร่ธาตุผสมอยู่ด้วย
 เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 กรดโฟลิก วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม
 ธาตุโซเดียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ธาตุทองแดง ธาตุสังกะสี เป็นต้น สำหรับสารประกอบอื่น ๆ
 ที่มีอยู่ในปริมาณเพียงน้อยนิดนั้นจะเป็นสารที่ทำหน้าที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นหลัก

ประโยชน์ของน้ำผึ้ง
-ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
-มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย
-ช่วยลดและป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
-ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ดูมีน้ำมีนวลเป็นธรรมชาติ
-พอกหน้าด้วยน้ำผึ้งช่วยบำรุงผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ชุ่มชื่น และนุ่มนวล หลังล้างหน้าเสร็จให้นำกล้วยหอมครึ่งลูก
 นำมาบดผสมรวมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
-ช่วยบำรุงรักษาผิวหน้าที่แห้งแตกลอกเป็นขุย ด้วยการนำไข่แดง 1 ฟองผสมกับน้ำผึ้งผสม 1 ช้อน
 คนให้เข้ากันแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก
-ช่วยบำรุงสมอง ช่วยในเรื่องของความจำ
-ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV และช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวหนัง
-ช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่มสวยเงางาม หลังสระผมเสร็จให้นำน้ำผึ้งผสมกับน้ำมะกอกอย่างละ 3 ช้อนโต๊ะ
 นำมาชโลมให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออก
-ช่วยบำรุงเสียงให้ใส ลดอาการเจ็บคอ
-ช่วยลดสิวเสี้ยน สิวอุดตันบนใบหน้า หลังล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเสร็จแล้วให้นำกล้วยหอมครึ่งลูก
 นำมาบดผสมรวมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
-นิยมนำมาใช้ผสมในเครื่องต่าง ๆ เช่น นม ชา กาแฟ โยเกิร์ต น้ำมะนาว หรือแม้กระทั่งเบียร์หรือไวน์
-นำมาใช้เป็นส่วนผสมในขนมหวานต่าง ๆ หรือผลิตภัณฑ์ธัญพืชต่าง ๆ
-ใช้น้ำผึ้งแทนสารกันบูดในน้ำสลัด ซึ่งจะทำให้น้ำสลัดไม่เสียและเก็บได้นานถึง 9 เดือน
-น้ำผึ้งสามารถนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น มาส์กหน้า สบู่ เจลล้างหน้า สครับ เป็นต้น
-น้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะ
-ช่วยให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ต้านทานโรคต่าง ๆ ได้ดี
-ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตในวัยเด็ก
-ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
-ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียจากการทำงานหรือเล่นกีฬา
-ช่วยเสริมสร้างสุขภาพของผู้ป่วยในระยะพักฟื้น หรือผู้สูงอายุ
-ช่วยบรรเทาอาการของโรคต่าง ๆ ให้ดีขึ้น
-ช่วยในควบคุมน้ำหนักและลดความอ้วน
-ช่วยบำรุงเลือดในร่างกาย ด้วยการใช้น้ำผึ้งครึ่งช้อนโต๊ะใส่แก้ว แล้วบีบมะนาว 1 ซีก ใส่เกลือเล็กน้อย แล้วเติมน้ำร้อนดื่ม
-ช่วยรักษาอาการหวัดให้หายเร็วขึ้น
-น้ำผึ้งสามารถบรรเทาอาการไอจากหวัดในเด็กได้ดีกว่ายาแก้ไอ
-ช่วยรักษาอาการเมาค้าง
-ช่วยปรับสมดุลในร่างกายให้คงที่
-น้ำผึ้งมีฤทธิ์ยาระงับประสาทอ่อน ๆ จึงช่วยลดอาการหงุดหงิด ความกังวลได้
-ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับและช่วยทำให้หลับสบายยิ่งขึ้น
-ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ด้วยการใช้น้ำผึ้งและงาดำอย่างละ 50 กรัม โดยนำงาดำมาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำผึ้ง
ชงกับน้ำร้อนดื่ม
-ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้สาลี่หอมจำนวน 5 ลูก น้ำผึ้ง 250 กรัม โดยปอกลูกสาลี่แล้วนำมาตำให้ละเอียด
 นำไปคลุกกับน้ำผึ้งแล้วต้มจนเหนียว แล้วนำมาผสมกับน้ำกิน
-ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง เพราะน้ำผึ้งมีส่วนผสมของธาตุเหล็กซึ่งช่วยในการเพิ่มเม็ดเลือดแดง
-ช่วยบำรุงหัวใจ ขับชีพจร และป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
-ช่วยบำรุงและรักษาโรคตับ
-ช่วยระงับความร้อนในร่างกาย
-ช่วยรักษาอาการตาอักเสบจากการติดเชื้อ เช่น กระจกตาอักเสบ เยื่อตาอักเสบ เป็นต้น
-ช่วยบรรเทาอาการไอ หลอดลมอักเสบ มีเสมหะ ด้วยการชงดื่มกับน้ำมะนาว
-น้ำผึ้งช่วยลดกรดในกระเพาะ ช่วยในการย่อยอาหาร เพราะน้ำผึ้งจะถูกดูดซึมทันทีเมื่อถึงลำไส้ ซึ่งต่างจากน้ำตาลชนิดอื่น
-ช่วยรักษาโรคกระเพาะ
-ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือท้องเสียอย่างรุนแรง
-ช่วยแก้อาการท้องเดินและช่วยบำรุงลำไส้ที่อักเสบให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
-ช่วยแก้ปัญหาช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแคนดิดา (Candida) ได้ดีพอ ๆ กับยาฆ่าเชื้อแผนปัจจุบัน
-ช่วยแก้อาการเด็กปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ เพราะช่วยดูดความชื้นและช่วยอุ้มน้ำไว้
-ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการนำกระเทียมผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานวันละ 3 ครั้ง
-ช่วยป้องกันการเกิดโรคข้ออักเสบ ด้วยการใช้น้ำส้มนำมาผสมกับแอปเปิลไซเดอร์ 2 ช้อนชาลงในน้ำร้อน
แล้วเติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ชงดื่มวันละสองครั้ง
-ช่วยแก้อาการตะคริวหรือป้องกันการเป็นตะคริว
-ช่วยแก้อาการท้องผูก ด้วยการรับประทานกล้วยน้ำว้าสุกจิ้มกับน้ำผึ้ง ช่วยลดอาการท้องผูกลงได้
-ช่วยลดการอักเสบของบาดแผล
-ช่วยป้องกันการติดเชื้อของบาดแผลและช่วยให้แผลหายเร็ว
-ช่วยรักษาโรคฮ่องกงฟุตและกลากเกลื้อน
-ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและต่อต้านจุลินทรีย์
-ช่วยแก้ปัญหาเด็กแหวะนม โดยใช้น้ำผึ้งผสมกับนมดื่ม
-ใช้เป็นน้ำกระสายยา

คุณค่าทางโภชนาการของน้ำผึ้ง ต่อ 100 กรัม
ประโยชน์ของน้ำผึ้งพลังงาน 304 กิโลแคลอรี
-คาร์โบไฮเดรต 82.4 กรัม
-น้ำตาล 82.12 กรัม
-เส้นใย 0.2 กรัม
-ไขมัน 0 กรัม
-โปรตีน 0.3 กรัม
-น้ำ 17.10 กรัม
-วิตามินบี 1 0.038 มิลลิกรัม 3%
-วิตามินบี 3 0.121 มิลลิกรัม 1%
-วิตามินบี 5 0.068 มิลลิกรัม 1%

ประโยชน์ของน้ำผึ้งวิตามินบี 6 0.024 มิลลิกรัม 2%
-วิตามินบี 9 2 ไมโครกรัม 1%
-วิตามินซี 0.5 มิลลิกรัม 1%
-ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม 1%
-ธาตุเหล็ก 0.42 มิลลิกรัม 3%
-ธาตุแมกนีเซียม 2 มิลลิกรัม 1%
-ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม 1%
-โพแทสเซียม 52 มิลลิกรัม 1%
-ธาตุโซเดียม 4 มิลลิกรัม 0%
-ธาตุสังกะสี 0.22 มิลลิกรัม 2%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

น้ําผึ้งแท้ดูยังไง
การเลือกน้ำผึ้งแท้มารับประทานนั้น ในปัจจุบันเป็นเรื่องยากมากที่จะตรวจสอบว่าน้ำผึ้งที่คุณซื้อมาจะเป็นน้ำผึ้ง 100% หรือเปล่า
เพราะในผู้ผลิตบางรายอาจจะใส่สารปลอมแปลงลงไปผสมในน้ำผึ้งเพื่อให้เจือจาง นอกจากจะตรวจสอบในห้องปฏิบัติการเท่านั้น
 ซึ่งแน่นอนว่ามันก็มีราคาแพงมากและเป็นเรื่องที่ยุ่งยากนั่นเอง แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการซื้อมาจากเจ้าที่เราไว้ใจได้จริง ๆ
 หรือไม่เราก็ควรประเมินด้วยสาตาเปล่า ๆ ของเรานี้แหละ มาดูวิธีการเลือกน้ำผึ้งกัน

-ให้ดูที่ความเข้มข้นและความหนืดเป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจว่าในน้ำผึ้งนั้นไม่มีน้ำผสมอยู่
-ดูจากสี สีต้องเป็นธรรมชาติ คือสีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลใส และไม่ขุ่นทึบ
-ต้องมีกลิ่นหอมตามชนิดของดอกไม้นั้น ๆ เช่น น้ำผึ้งจากดอกลิ้นจี่ น้ำผึ้งจากดอกลำไย
-ต้องสะอาด ไม่มีกาก ไขผึ้ง หรือมีเศษของตัวผึ้งปะปนอยู่ รวมไปถึงวัสดุแขวนลอยต่าง ๆ
-น้ำผึ้งต้องไม่แยกชั้นและต้องเป็นเนื้อเดียวกัน
-ต้องไม่มีการใส่สารปรุงแต่งรส กลิ่น หรือสี ลงในน้ำผึ้ง
-ต้องไม่มีกลิ่นเปรี้ยว กลิ่นบูด และต้องไม่มีฟอง
-น้ำผึ้งแท้เมื่อนำมาหยดใส่กระดาษไข ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้จะไม่ซึมอย่างแน่นอน
-ในบางครั้งน้ำผึ้งที่นำมาขายนั้นอาจจะได้มาจากน้ำหวานของเกสรดอกไม้ที่เป็นพิษ เช่น น้ำหวานจากดอกไม้ต้นตาตุ่มทะเล

 ดังนั้นก่อนซื้อควรสอบถามให้แน่ใจเสียก่อนถึงที่มาของน้ำผึ้ง
ข้อสุดท้ายทดสอบโดนการหยดน้ำผึ้งลงในแก้วน้ำชา แล้วสังเกตการละลายถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้เมื่อคนเข้ากันแล้วน้ำผึ้งจะไม่ละลายทันที

ผู้ที่ไม่ควรรับประทานน้ำผึ้ง
น้ำผึ้งตามหลักแล้วแม้จะมีประโยชน์มากมายก็จริง แต่สำหรับบางคนนั้นก็ไม่ควรที่จะรับประทานน้ำผึ้งแบบสด ๆ โดยที่ไม่ผสมอะไรเลย เช่น

ผู้ที่มีอาการแพ้น้ำผึ้งหรือเกสรน้ำผึ้ง
มีคำแนะนำว่าไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบรับประทานน้ำผึ้ง
ผู้ที่น้ำเหลืองเสีย มีตุ่มหนอง มีฝีพุพอง หรือโรคคุดทะราดต่าง ๆ หรือผู้ที่มีอาการเสมหะพิการ (เสมหะมากและมีภาวะโรคปอดแทรก)
สุดท้ายคือ คนที่ดีพิการ(มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง)

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), USDA National Nutrient Database

บันทึกการเข้า


♪♪♪ รวมบทกลอนน้องจ๋า คลิกค่ะ ...

ขอบคุณทุกภาพจาก Internet และเพลงจากYouTube
หน้า: [1]   ขึ้นบน
 
 
กระโดดไป: